ช่วยกันขจัดเงื่อนไขปฏิวัติ ผบ.ทบ.ยัน โอกาสเป็นศูนย์ รําลึก 6 ตุลาคึกคัก

ขจัดเงื่อนไขปฏิวัติ

ช่วยกันขจัดเงื่อนไขปฏิวัติ ผบ.ทบ.ยัน โอกาสเป็นศูนย์ รําลึก 6 ตุลาคึกคัก

มธ.จัดงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลาฯ ไร้เงาอธิการบดีฯ ส่งผู้ช่วยอธิการบดีฯ เข้าร่วมแทน สภานักศึกษา มธ.มอบรางวัลนักสู้ให้ “อานนท์-ไมค์” “อานนท์” ฉะ อดีตคนตุลาบั่นทอนคนรุ่นใหม่ ประกาศ 14 ต.ค. ยกระดับกดดัน ยื่นคำขาด “บิ๊กตู่” และพวกต้องออกไป จะม้วนเดียวจบ ไหมรอดูวันจริง “บิ๊กบี้” ขอทุกฝ่ายขจัดเงื่อนไขปฏิวัติ สวน นศ.ไปปฏิรูปตัวเองก่อน ลั่นในหัวทำเพื่อ 4 อย่าง “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์-ประชาชน” ย้ำไม่รับเงินเดือน ส.ว. “บิ๊กแดง” เตรียมบวชวัดเดียวกับ “บิ๊กแป๊ะ” “บิ๊กตู่” บอกไม่เสียสมาธิแม้ถูกกดดันหนัก สั่ง ศอ.บต.ทบทวนทำ ปจว.ใน รร. ให้รอดูผลงาน “อาคม” รัฐบาลพายเรือในอ่างแก้ รธน. ไร้เงาฝ่ายค้านสังฆกรรมวงปาหี่ “จ้อน” เปิดศึกบี้ “นิพนธ์” โชว์สปิริตไขก๊อก เจอกองหนุนตอกกลับมีวาระซ่อนเร้น ครม.ไฟเขียวเลือก อบจ. 76 จังหวัด พปชร.แบไต๋ยังไม่วางคนไม่ลงตัว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดรำลึก 44 ปี 6 ตุลาคม 2519 คึกคัก แต่ไร้เงานางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี เข้าร่วมงาน ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. แถลงจุดยืนหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันขจัดเงื่อนไขทหารออกมาปฏิวัติ พร้อมแนะให้นักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน ควรหันกลับไปปฏิรูปตัวเองก่อน

“พิธา” จี้รัฐถอดบทเรียน 6 ตุลาฯ

นายพิธาให้สัมภาษณ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะเห็นต่างทางการเมืองอย่างสุดโต่งมากแค่ไหน ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่รัฐจะก่อความรุนแรงอย่างมีระบบกับประชาชนในชาติได้ 6 ตุลาฯถือเป็นบทเรียนที่รัฐต้องไม่ทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตั้งแต่ 14 ตุลาฯ 16, 6 ตุลาฯ 19 หรือพฤษภาฯ 2535 รัฐยังไม่ตระหนักถึงบทเรียนความรุนแรงล้วนมาจากผู้มีอำนาจ และสังคมไทยไม่เคยหาผู้ยิง หรือผู้ใช้อาวุธได้เลย หากเป็นระดับสากลต้องมีกระบวนการตามหาข้อเท็จจริง ต้องมีทั้งการรับผิดและการปรองดอง ถ้ารัฐยอมถอยทำตามข้อเรียกร้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนผ่านไปตามกระบวนการที่ประชาธิปไตยควรจะเป็น ไม่จำเป็นต้องเลือกทางตันอย่างในอดีต เรียนรู้ได้จากนิทรรศการแขวนที่จัดแสดงอยู่นี้ เมื่อถามว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ มีมติจะเชิญพรรคฝ่ายค้านเข้าชี้แจง นายพิธาตอบว่า ยังไม่มีการเชิญมา แต่พรรคร่วมฝ่ายค้านมีข้อสังเกตว่า การตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าวคือการประวิงเวลา แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่จริงใจต่อประชาชน

อธิการฯ มธ.ไม่เข้าร่วมส่งตัวแทน

ต่อมาเวลา 07.00 น. บรรยากาศเริ่มคึกคักเมื่ออดีตนักศึกษา ประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯวิปโยค รวมถึงญาติพี่น้องผู้สูญหายและเสียชีวิต กลุ่มนักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาชน แกนนำนักศึกษานักกิจกรรมยุคใหม่ และนักการเมืองทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ทยอยเข้าร่วมงาน สำหรับการจัดงานในปีนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าแตกต่างจากปีก่อนๆ หลายอย่าง เริ่มจากนางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. และนายศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ รองอธิการบดี มธ. ในฐานะประธานจัดงานรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ไม่ได้เดินทางมาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน แต่มอบหมายให้นายบุญสม อัครธรรมกุล ผู้ช่วยอธิการบดี มธ. รับหน้าที่นี้แทน หลังจากมีคำสั่งห้ามไม่ให้แกนนำคนสำคัญของม็อบเข้าร่วมในเวทีเสวนาที่จัดขึ้นในหอประชุมศรีบูรพา

มอบรางวัลนักสู้ “อานนท์-ไมค์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงกิจกรรมวางพวงมาลา รำลึกถึงวีรชนที่ปฏิมานุสรณ์ 6 ตุลา ที่เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญทุกปี กลับไม่มีพวงมาลาของกลุ่มมวลชนที่ต่อสู้ทางการเมืองในอดีต อย่างแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และไม่มีแกนนำ นปช.มาร่วม ขณะที่ดอกไม้ที่ทางผู้จัดนำมามอบให้ประชาชนวางไว้อาลัยในปีนี้ เป็นช่อดอกไม้สีขาวผูกโบขาว สัญลักษณ์ของการต่อสู้ของหนุ่มสาวยุคปัจจุบัน ที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือ สภานักศึกษา มธ. นำโดย น.ส.ลัลนา สุริโย ประธานสภานักศึกษา มธ. มอบรางวัล “จารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย” ประจำปี 2563 ให้แก่นายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ สองนักปราศรัยคนสำคัญของม็อบนักศึกษา หลังจากนายอานนท์รับรางวัลเสร็จสิ้น ฝ่ายบริหาร มธ.เข้ามาขอร้องผู้จัดงานห้ามไม่ให้นายอานนท์ขึ้นกล่าวถึงความรู้สึก เพราะเกรงว่าจะมีการพูดเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ แต่ทางผู้จัดงานปฏิเสธ

ฉะอดีตคนตุลาบั่นทอนคนรุ่นใหม่

นายอานนท์กล่าวถึงความรู้สึกหลังรับรางวัลว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ทุกองคาพยพของผู้ที่กระทำต่อ นศ.และประชาชนไม่ได้ถูกกล่าวถึง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ คนที่อยู่เบื้องหลัง เราปิดปากเงียบมา 44 ปี เป็นเรื่องบังเอิญที่ในปีนี้มีคนรุ่นใหม่ออกมาพูดถึงปัญหาในที่สาธารณะอย่างตรงไปตรงมา ผู้เสียชีวิตทุกคนในเหตุการณ์ 6 ตุลา แววตานักสู้คนเหล่านั้นมาปรากฏในแววตาคนรุ่นใหม่ พวกเขาไม่ได้จากไปแต่กลับมาเกิดในร่างคนรุ่นใหม่ เพื่อมายืนยันทวงถามความยุติธรรมให้กับพวกเขา น่าเสียดายหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์และยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งคนที่มีบทบาทในช่วงนั้น กลับพยายามกัดเซาะบั่นทอนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นจะไม่มีวันซ้ำรอย ในฐานะได้รับรางวัลในวันนี้ ขอยืนยันว่าคนรุ่นใหม่ที่ตื่นขึ้นมาต่อสู้ พวกเราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในสังคม และการต่อสู้ของท่านจะจบในรุ่นเรา

14 ต.ค. ยกระดับเพดานการกดดัน

นายอานนท์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า รางวัลนี้เหมือนเป็นการส่งไม้ต่อจากคนรุ่นเก่าให้กับคนรุ่นใหม่ ถ้าจะพูดแบบหนังจีนคือล้างแค้น 10 ปีไม่สาย สิ่งที่ชนชั้นนำต้องหวาดกลัวคือวันนี้เรามีกำลังคนมากขึ้นและเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่เขามีคนลดลง ส่วนการชุมนุมใหญ่วันที่ 14 ต.ค. จะเป็นการชุมนุมที่วัดความพร้อมและความมุ่งมั่นของกระแสสังคม เนื่องจากเป็นการชุมนุมในวันทำงาน ทั้งเป็นการชุมนุมแบบรวมทุกกลุ่มทุกองคาพยพที่ถูกกดทับในสังคมออกมาร่วมชุมนุมพร้อมกัน ส่วนจะชุมนุมกี่วันนั้นตอบไม่ได้ ขณะนี้ทุกฝ่ายได้หารือและพร้อมสำหรับการจัดชุมนุมนี้แล้ว เราส่งเสียงไปหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ 14 ต.ค.นี้ จึงเป็นการชุมนุมลักษณะประท้วง กดดัน และขยับเพดานเรียกร้อง เบื้องต้นมีข้อเดียวคือให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพทั้งหมดออกไปทันที เพื่อให้มีการเปิดทางให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะทำให้สถาบันฯอยู่ใต้ รธน.อย่างแท้จริง

จะม้วนเดียวจบไหมรอดูวันจริง

นายอานนท์กล่าวอีกว่า แน่นอนว่าการชุมนุมยังคงมีการปราศรัยเรื่องสถาบันฯอยู่ และจะเข้มข้นขึ้น แต่ไม่ได้มีเป้าหมายจะล้มล้าง แค่ต้องการซ่อมแซมเพื่อให้อยู่คู่กับสังคมไทยอย่างถาวร การชุมนุมครั้งนี้จะจบในม้วนเดียวหรือไม่ต้องดูวันจริง ถ้าคนมาเป็นล้านคนก็จบในวันเดียว ถ้ามาเป็นแสนคนก็อาจพักรอคนที่อยู่ต่างจังหวัดที่จะเข้ามาร่วมก่อน แต่มั่นใจจะมากกว่าการชุมนุมวันที่ 19 ก.ย.แน่นอน สำหรับพื้นที่ชุมนุมบอกได้เพียงว่าจุดไหนที่มีปัญหาเราจะไปชุมนุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นราชดำเนิน สนามหลวง หรือที่อื่นๆ ยืนยันจะชุมนุมในกรอบกฎหมาย และทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

นายภาณุพงศ์ จาดนอก กล่าวว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ลาออกตามข้อเรียกร้อง จะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ประชาชนออกมาขับไล่ อยากวิงวอนกราบไหว้ท่านให้ฟังด้วย เพราะเป็นหน้าที่หลักของผู้นำประเทศ ยิ่งถ้าตกลงเจรจากันได้ก็เป็นเรื่องดี จะได้มีทางออกโดยไม่ต้องเกิดความขัดแย้งที่จะนำไปสู่เหตุนองเลือด

“รุ้ง” ผิดหวังธรรมศาสตร์เปลี่ยนไป

จากนั้นเวลา 17.30 น. บริเวณลานปฏิมานุสรณ์ 6 ตุลา มธ.ท่าพระจันทร์ ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีจุดเทียนรำลึกวีรชนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยมี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง นักศึกษา มธ. แกนนำม็อบธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่ก่อนหน้านี้ถูกผู้บริหารมหาวิทยาลัยสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีเสวนา มาร่วมวางช่อดอกไม้ที่ติดหมุดคณะราษฎร 2563 พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำในการจุดเทียน น.ส.ปนัสยากล่าวปราศรัยกับมวลชนที่มาร่วมว่า “มธ.ตอนนี้ไม่ใช่ที่ตนคาดหวังไว้ ตอนเข้ามาเรียนปี 1 เคยรับฟังการบรรยายให้ นศ.ฟังถึงเรื่องราวการต่อสู้ของรุ่นพี่ มธ. ทั้งบอกให้เรายึดมั่นในอุดมการณ์นี้ แต่วันนี้เราออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มธ.กลับไม่สนับสนุน แต่ไม่เป็นไรเพราะมีอีกหลายคนที่ไม่ได้มาร่วม ขอสดุดีวีรชนขอบคุณที่ออกมาต่อสู้ ยืนยันว่าพวกตนจะไม่ท้อจนกว่าจะถึงเป้าหมายเช่นกัน ต่อมา นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นำภาพวาดใบหน้า น.ส.ปนัสยา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ที่เจ้าตัววาดขึ้นเอง มามอบเพื่อให้กำลังใจแกนนำม็อบ

อุบลฯจัด “6 ตุลาลืมไม่ได้ จำไม่ลง”

ที่ศาลหลักเมือง จ.อุบลราชธานี ว่าที่ ร.ต.ฉัตรชัย แก้วปอด อดีตผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคอนาคตใหม่ แกนนำคณะอุบลปลดแอก นำกลุ่มแนวร่วมเยาวชนจัดกิจกรรมรำลึก 44 ปี 6 ตุลาคม 2519 “6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ในงานมีการจัดนิทรรศการเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ขณะที่บนเวทีมีการปราศรัยเปิดเวทีโดยนายเซฟ วชิรวิทย์ เทศศรีเมือง กลุ่มขอนแก่นพอกันที ตอกย้ำจุดยืน 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน 1 ความฝัน การเสวนา “6 ตุลา ในมุมมองของฉัน” และม็อบไม่น่ากลัวอย่างที่คิด จากนายธีรพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลราชธานี นายสนอง เกตุสุวรรณ อดีตนักโทษทางการเมือง นายกำพล ยาลัย สมาชิกกลุ่มคบเพลิง ม.อุบลราชธานี นางสาวปภาวี หอมหวล กลุ่มคณะอุบลปลดแอก ก่อนจะร่วมกันจุดเทียนรำลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

“บิ๊กบี้” ให้ทุกฝ่ายขจัดเงื่อนไข ปว.

ช่วงเช้าที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ ระดับผู้บัญชาการกองพลครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. จากนั้น พล.อ.ณรงค์พันธ์แถลงนโยบายกองทัพกับการเมือง ว่า การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ตนเป็นข้าราชการประจำไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ดังนั้น กองทัพจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล รมว.กลาโหม และ ผบ.ทหารสูงสุด เมื่อถามว่า ในฐานะ ที่ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.อีก 3 ปี จะให้ความมั่นใจ หรือสัญญากับประชาชน รัฐบาล หรือนักลงทุนอย่างไร ว่า จะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น พล.อ.ณรงค์พันธ์ ตอบว่า โอกาสของการทำเรื่องพวกนี้ทุกอย่างเป็น ศูนย์หมด บนพื้นฐานที่อย่าให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสร้างเงื่อนไขปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรง และกระทบต่อ ความเดือดร้อน พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด ได้ตอบไปแล้วหลังการประชุม ผบ.เหล่าทัพ อยากให้ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์ด้วยการขจัดเงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ให้เป็นติดลบ แต่จะติดลบได้ทุกคนต้องช่วยกัน โอกาสมันไม่มีอยู่แล้ว

สวน นศ.ไปปฏิรูปตัวเองก่อน

เมื่อถามถึงการชุมนุมที่มีการหมิ่นสถาบัน ผบ.ทบ.ตอบว่า ประเทศไทยมีเสรีภาพ ถามว่าใครที่ บอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น คืออะไร ทุกคนมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นมีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ต้องมี 2 เรื่องประกอบ คือ 1.ต้องไม่ก้าวล่วงสิทธิคนอื่น 2.ต้องมีความรับผิดชอบต่อเสรีภาพที่ตนเองกระทำ ถ้าไปก้าวล่วง หรือทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่า มองว่าข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ของนักศึกษาก้าวล่วงสถาบัน หรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ตอบว่า ก็เหมือนกับการปฏิรูป แต่การปฏิรูปคือการแก้ไขปรับปรุง ดังนั้น ทุกคนควร กลับมามองและปฏิรูปตนเองก่อน เหมือนกับคำสอน ของสมเด็จโตฯ เรื่องกระจกหกด้าน ไม่ใช่มองแต่ด้าน ตัวเองว่าดีและถูกต้องหมดทุกอย่าง ต้องมองมุมอื่นด้วย ทั้ง 6 ด้าน อยากให้ทุกคนมองตนเองก่อน และกลับไปดู ตนเองว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์ มีความวิริยะแค่ไหน ก่อนจะไปบอกให้คนอื่นทำแบบนั้นแบบนี้

 

 

ลั่นในหัวทำเพื่อ 4 อย่างเท่านั้น

เมื่อถามว่า ให้นโยบายกำลังพลเรื่องการปกป้อง สถาบันอย่างไรบ้าง พล.อ.ณรงค์พันธ์ตอบว่า ในหัวของตนมี 4 อย่าง คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาความมั่นคงของ 4 อย่างนี้ เมื่อถามว่า 4 สถาบันหลัก จะปกป้องอย่างไร พล.อ.ณรงค์พันธ์ตอบว่า “ผมก็เข้าใจสื่อบางทีก็พยายามนั่งคิด นอนคิด กินข้าวก็คิด ทำอะไรก็คิด ผมคิดว่าบางทีเดี๋ยวจะเครียด บางทีทางสำนักเขาใช้งานเราเยอะเกินไป บางทีต้องมีเวลาออกกำลังกายบ้าง ไปกินอาหารดีๆ นอนหลับพักผ่อน รักษาสุขภาพ จะได้ทำข่าวได้นานๆ ถ้านั่งคิดนอนคิดจน นอนไม่หลับ เดี๋ยวสุขภาพไม่ได้ก็จะไม่ได้มาพบปะพูดคุยกัน บางเรื่องปล่อยวางบ้าง ส่วนถึงขั้นต้องไป ปฏิบัติธรรมหรือไม่ก็แล้วแต่คน ถ้าเป็นชาวพุทธก็ไปไหว้พระสวดมนต์ ผมออกกำลังกาย อาบน้ำไหว้ พระสวดมนต์ก่อนนอน ก็นอนหลับสบาย” เมื่อถามว่า มองว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ผบ.ทบ. ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย

ย้ำไม่รับเงินเดือนสองทางอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นกับกลุ่ม ผู้ชุมนุม จะเป็นเงื่อนไขที่ทหารออกมาทำรัฐประหารหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ตอบว่า รุนแรงอย่างไร ต่างฝ่ายต่างบอกว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แล้วความรุนแรงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มาดูแลความเรียบร้อยไม่พกอาวุธอะไรเลย เราเรียนรู้ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่าความรุนแรงไม่มีประโยชน์ เมื่อถามย้ำว่า เป็นห่วงเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ตอบว่า เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการชุมนุมทางตำรวจเป็นผู้รับ ผิดชอบอยู่แล้ว ส่วนการดำรงตำแหน่ง ส.ว.ของ ผบ.เหล่าทัพ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด เรื่องการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มานั่งยกมืออย่างเดียว ทุกอย่างต้องมองด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อเท็จจริง เมื่อถามย้ำว่า ผบ.ทบ.จะรับเงินเดือน ส.ว.หรือไม่ พล.อ. ณรงค์พันธ์ตอบว่า “ผมไม่รับเงินเดือนสองทางอยู่แล้ว”

ใครมีหลักฐานทหารคุกคามแจ้งมา

พล.อ.ณรงค์พันธ์ยังกล่าวถึงกรณีมีผู้มายื่นร้องเรียนกรณีทหารเข้าไปคุกคามนักเรียนในโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช ว่า ได้รับรายงานมาแล้วส่วนหนึ่ง นี่เป็นเรื่องของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน บนพื้นฐานความแตกต่างทางความคิดได้ เราต้องเรียนรู้ การปฏิรูปคือการแก้ไข กำลังพลกองทัพบกมี 3 แสนคน เรามอบงานผ่านสายการบังคับบัญชา เขาก็ไปทำงานนั้น แต่ละคนแต่ละหน่วยอาจมีวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกัน หรือความเข้าใจอาจไม่เต็มร้อย เมื่อเกิดปัญหาแล้วการแก้ไขปัญหาของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน บางทีเราต้องยอมรับว่าคนของเรา ยังทำไม่สมบูรณ์ ยังทำไม่ดี ทางกองทัพบกต้องกลับมาทบทวนว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่าง ในหลายๆด้านด้วยกันได้ เมื่อถามย้ำว่ามีผู้ชุมนุมออกมาให้ข่าวว่า มีทหารได้ไปติดตามสังเกตการณ์ในโรงเรียน จะมีการทบทวนหรือไม่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ตอบว่า มีกี่โรงเรียนในประเทศไทย ไปตามหมดไม่ไหว “มันไม่มีหรอกครับ ถ้ามีหลักฐานให้แจ้งมา เราจะได้รู้ว่าใครไปทำอย่างนั้น กองทัพบกไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ เพราะเด็กก็คือเด็ก เรามีลูกมีหลาน มีความคิดของเขา มีโลกส่วนตัวของเขา”

“บิ๊กแดง” บวชวัดเดียวกับ “บิ๊กแป๊ะ”

วันเดียวกันเพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam โพสต์ข้อความระบุว่า มีรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองเลขาธิการพระราชวัง อดีต ผบ.ทบ. เตรียมบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเนื่องในครบรอบวันสวรรคต “ในหลวงรัชกาลที่ 9” โดยเป็นนาคในพระบรมราชานุเคราะห์ มีแผนบวชที่วัดหงส์รัตนาราม เขตบางกอกใหญ่ กทม. วัดเดียวกับ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. เพื่อนรัก ตท. 20 ที่บวชเป็น “พระจินตชโย” ที่วัดนี้ไปก่อนแล้ว ทั้งนี้ พล.อ.อภิรัชต์ตั้งใจอยากบวช ตั้งแต่ในหลวง ร.9 สวรรคต และตั้งใจบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี รวมทั้งเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด และ “คุณหญิงน้อย” พ.อ.หญิง คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ มารดาผู้ล่วงลับ ไปหลายปีแล้ว แต่อยากบวชแบบเงียบๆ เพราะเป็นนาคในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ออกสื่อ แต่การเตรียมงานที่วัดทำให้ข่าวรั่วออกมา

“บิ๊กตู่” ยกนิ้วปาท่องโก๋บินไทย

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน นำเชฟการบินไทยเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อประชาสัมพันธ์งาน “อร่อยล้นฟ้า@สีลม ไม่ต้องบิน ก็ฟินได้” โดยนายกฯเดินเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์เบเกอรี Puff & Pie ได้ลองชิมขนม และปาท่องโก๋สังขยามันม่วง สูตรการบินไทย พร้อมกล่าวชมว่า “อร่อย” ทั้งนี้ บริษัทการบินไทยได้ปรับกลยุทธ์ครัวการบินไทยสร้างรายได้ โดยจัดจำหน่ายเบเกอรีรวมทั้งปาท่องโก๋และสังขยาเจ้าจำปีสูตรพิเศษ ในร้าน Puff & Pie สาขาต่างๆ

ไม่เสียสมาธิแม้ถูกกดดันหนัก

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ถึงกรณีมีบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสขับไล่และกดดันให้ลาออก ว่า ไม่เสียสมาธิชินแล้ว แต่จะทำงานให้หนักขึ้น สร้างความเข้าใจให้มากขึ้น ตนตั้งใจบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายที่มีอยู่ เพราะเข้ามาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายๆอย่างจะปรากฏว่าประเทศไทยมันติดกับดักอยู่กับใครบ้าง ปัญหาอยู่ที่ใครบ้าง “ทำความดีกันเถอะ ไหว้พระไหว้เจ้า ทำบุญเข้าวัดทำกุศลมากๆ ประเทศไทยจะพ้นภัย ช่วงนี้ขอให้ผ่านเวลาที่ยากลำบากของพวกเราไป ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง ประเทศไทยสำคัญกว่าอย่างอื่น ทำอย่างไรจะดำรงอยู่ได้อย่างสงบสุข มีเสถียรภาพเสียที คนไม่ดีก็ปรากฏออกมาเรื่อยๆ ก็ลงโทษไปเท่านั้นเอง”

สั่ง ศอ.บต.ทบทวนทำ ปจว.ใน ร.ร.

เมื่อถามถึงกรณีเด็กนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช แสดงความเห็นต่างระหว่างที่โรงเรียนจัดให้มีการบรรยายโครงการ “เสริมสร้างอุดมการณ์รักชาติ” โดยเจ้าหน้าที่ทหาร แล้วถูกผู้บริหารโรงเรียนเรียกเข้าพบและจะเรียกพบผู้ปกครองด้วย จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ได้ให้ทบทวนแล้ว เท่าที่ตรวจสอบเป็นโครงการของศูนย์อำนวยบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเรื่องของจิตอาสาลงไป ได้สั่งให้ปรับแล้วอะไรที่ไม่จำเป็นยังไม่ต้องไปทำตอนนี้ หาวิธีการอื่นไปไม่ให้เกิดปัญหาการเมือง จุดมุ่งหมายเราคือการสร้างอุดมการณ์รักชาติ ปลูกจิตสำนึกประชาชน ต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ไม่อยากให้เป็นปัญหา เมื่อถามถึงการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. หลังแกนนำประกาศจะชุมนุมยืดเยื้อ นายกฯตอบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว

ให้ติดตามรอดูผลงาน “อาคม”

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงเหตุผลที่เลือกนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็น รมว.คลังคนใหม่ ว่า นายอาคมเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ รู้งานรู้การ ต้องได้คนที่ทำงานกับฝ่ายการเมืองได้ หลายคนก็ขานรับ เมื่อถามว่าคิดว่านายอาคมจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า คิดว่าอยู่ที่การปฏิบัติมากกว่า ต้องดูที่ผลงานซึ่งออกมาในรูปของรัฐบาล เพราะตำแหน่ง รมว.คลังไม่ใช่จะอนุมัติได้ด้วยตัวเองหมด ต้องผ่านหลายขั้นตอน ดังนั้น ความเชื่อมั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สรุปคือคนดี คนเห็นชอบ แต่มีบางพวกที่ไม่ชอบใครสักคน บางพวกก็ชอบอีกคนมากกว่า ขอให้เป็นเรื่องของผลงาน โดยวันที่ 11 ต.ค.จะนำนายอาคมเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ และเริ่มทำงานวันที่ 12 ต.ค. ข่าวด่วนออนไลน์

ลมแรง “ชงโค” หน้าทำเนียบล้ม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันได้เกิดฝนตกหนักลมกระโชกแรง ทำให้ต้นชงโคที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งอยู่บริเวณริมถนนนครปฐม ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฉีกขาดและล้มลงเสียงดังสนั่น สร้างความตื่นตระหนกให้กับข้าราชการและผู้ที่พบเห็น ทางเจ้าหน้าที่กองสวน จึงได้ประสานไปยังผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ และส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความเสียหาย และประสานไปยัง กทม. ให้มานำต้นชงโคออกไป และในเวลาไล่เลี่ยกันได้มีตัวเงินตัวทองออกมาเดินรับอากาศบริเวณหน้าห้องผู้สื่อข่าว ถือเป็นเรื่องปกติที่พบบ่อย

รัฐบาลพายเรือในอ่างแก้ รธน.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุม คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเสนอความเห็นในประเด็นข้อกฎหมายนัดแรก ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ต่อมานายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา โฆษกอนุ กมธ. กล่าวว่า ที่ประชุมพิจารณาข้อกฎหมาย 2 ประเด็น คือ การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างฉบับใหม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหารือว่าการทำประชามติต้องทำเมื่อใด ทำกี่ครั้ง โดยนำความเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันที่ 23-24 ก.ย. มาพิจารณาด้วย ก่อนสรุปความเห็นส่งที่ประชุมกมธ.ชุดใหญ่พิจารณา

ไร้เงาฝ่ายค้านสังฆกรรมวงปาหี่

ต่อมาช่วงบ่าย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โฆษก กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯ แถลงว่า กมธ.ได้เชิญตัวแเทนฝ่ายค้านเข้าหารือ แต่ไม่มา ทำให้ กมธ.ทำงานยาก การไม่เคารพหลักการ สำคัญของประชาธิปไตยฝ่ายค้านต้องทบทวนบทบาทตัวเองด้วย เสียดายกับท่าทีที่ปฏิเสธคำเชิญ เพราะการมาชี้แจงจะเป็นโอกาสได้ทำความเข้าใจกับ ส.ว. มองว่าฝ่ายค้านอาจไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เพื่อต้องการโยนบาปให้พวกเรา ส.ส.รัฐบาล และ ส.ว.

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ โฆษก กมธ. กล่าวว่า การที่ฝ่ายค้านไม่มาตามคำเชิญ ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงแค่เชิญพรรคร่วมรัฐบาลในฐานะผู้เสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ว. และนักวิชาการเข้าชี้แจงเท่านั้น ส่วนข้อเสนอในเรื่องการทำประชามติ ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปว่าจะต้องทำการประชามติก่อนรัฐสภาพิจารณา หรือทำประชามติหลังจากผ่านรัฐสภาทั้งสามวาระแล้ว

พท.เย้ยไม่ทำตามใบสั่งรัฐบาล

ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ โฆษก กมธ. อย่ากล่าวเอาดีใส่ตัวและพวกพ้อง เพราะพรรคฝ่ายค้านไม่เคยพูดคุยตกลงในวิป 3 ฝ่ายให้ตั้ง กมธ.ชุดนี้ขึ้นมา แต่ค่ำวันที่ 24 ก.ย.กลับมีใบสั่งให้ตั้งซึ่งฝ่ายค้านเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ที่สำคัญญัตตินี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร เห็นได้ชัดว่าพอตั้งไปประชุมไม่กี่ครั้งก็บอกใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว ก็ชัดเจนว่ามีความจำเป็นหรือเปล่า อย่ามาพูดว่าฝ่ายค้านไม่เคารพเสียงข้างมาก เป็นฝ่ายเสียงข้างมากต่างหากที่ต้องการยืดเวลาออกไป ถึงอย่างไรฝ่ายค้านต้องรออยู่แล้ว ที่สำคัญเมื่อกลับเข้ามาในสภาอีกครั้ง เราจะได้พิสูจน์กันว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันหาทางออกให้ประเทศนี้หรือไม่ ถ้าจะมีใบสั่งขอให้มีใบสั่งแบบสร้างความเป็นประชาธิปไตยก็แล้วกัน

แอบหวัง “บิ๊กตู่” จะไม่ทำให้ผิดหวัง

นายภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตั้ง กมธ.ขึ้นมาศึกษาก่อนรับหลักการ เป็นเพียงทางออกทางเดียวที่ฝ่ายรัฐบาลนำมาใช้เพื่อซื้อเวลา รอสัญญาณจากผู้มีอำนาจว่าจะตัดสินใจอย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลคงประเมินสถานการณ์ และวัดกระแสประชาชนว่าจะสามารถยื้อเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นานแค่ไหน ทั้งที่รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาประเทศมากกว่านี้ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลบังคับใช้กฎหมายโดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน ที่ผ่านมาประชาชนผิดหวังกับรัฐบาลชุดนี้หลายต่อหลายครั้ง ครั้งนี้ยังแอบมีความหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวังอีก และเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย

 

ที่มา : www.thairath.co.th

ติดตาม ข่าวด่วนออนไลน์ ได้ที่เว็บไซต์ www.thairathdayonline.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *